วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2554

กินเนื้อสัตว์ดิบ อันตรายถึงตาย

         การกินอาหารปรุงดิบ   จำพวกลาบหรือหลู้ที่ทำจากเนื้อหมูดิบซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้านดั้งเดิมที่มีรสชาติถูกปากผู้บริโภคทางภาคเหนือ    โดยมักผสมเลือดหมูสดหรือบางครั้งใช้เนื้อวัว  ควาย    หลายคนบอกว่ารสชาติอร่อยมากกว่าเนื้อสุก แต่อาหารชนิดนี้มีความเสี่ยงต่อสุขภาพและชีวิตผู้บริโภคอย่างคาดไม่ถึงเพราะในอาหารดังกล่าวพบว่ามีเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อพยาธิอื่น ๆ ปนเปื้อนอยู่ด้วย     ตามที่มีตัวอย่างการเสียชีวิตจากการกินเนื้อสัตว์ดิบให้เห็นเป็นระยะ ๆ อยู่นั้น   ในลำปางเองเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็มีข่าวที่มีจำนวนผู้เจ็บป่วยหลักสิบและจำนวนผู้เสียชีวิตหลายรายที่เอาชีวิตไปแลกกับความอร่อยปลายลิ้นชั่วครู่ซึ่งถือว่าไม่คุ้ม      เป็นการใช้ชีวิตที่เรียกได้ว่าประมาททีเดียวค่ะ  
         การกินเนื้อสัตว์ดิบรวมถึงเนื้อทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมู  วัว  ควาย   สัตว์ป่า   รวมทั้งเนื้อปลาน้ำจืด  กุ้ง  ปลาดิบ  อาหารที่หมักดองจำพวกแหนม  ปลาจ่อม  ปลาส้ม  อาหารทะเลกึ่งสุกกึ่งดิบ   ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ ตามมามากมาย   เช่น   โรคพยาธิทางเดินอาหาร  พยาธิใบไม้ตับ  พยาธิขึ้นสมอง  มะเร็งท่อน้ำดี    แบคทีเรียที่ร้ายแรงทำให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ  มีไข้สูง ปวดศีรษะ  อาเจียน   หูดับอย่างถาวร   สายตาพร่ามัว   ชักกระตุก   เป็นอัมพาต    บางรายอาจมีเยื่อบุหัวใจ / ปอดอักเสบ   ข้อเข่าอักเสบ   ติดเชื้อในกระแสเลือด   โรคระบบทางเดินอาหาร   ท้องเสียอย่างรุนแรง   ฯลฯ
         การป้องกันเพื่อให้ปลอดภัยจากโรคต่าง ๆ ที่เกิดจากสัตว์    สามารถทำได้ดังนี้
                          1.  กินอาหารสุก  สะอาด  อาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ   โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ต้องปรุงสุกด้วยความร้อนเท่านั้น    ไม่กินอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ
                          2.  ระมัดระวังอาหารที่ใช้เนื้อหมู    เนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบ    เช่น    หมูกระทะ    หมูจุ่ม    หมูปิ้ง    ต้องให้แน่ใจว่าสุกจริงก่อนกิน
                3.  หากมีหมูหรือสัตว์เลี้ยงอื่นป่วยตาย   ห้ามนำไปปรุงอาหาร   ให้นำไปเผาหรือฝังกลบในหลุมลึก
                         4.  รักษาอนามัยส่วนบุคคล    ที่ต้องทำเป็นนิสัยได้แก่    ล้างมือด้วยน้ำสบู่ทุกครั้งก่อนกินอาหารทุกมื้อหรือหลังสัมผัสสัตว์เลี้ยงทุกชนิด    ให้สวมรองเท้าบูทเวลาทำงานในคอกสัตว์     หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือจับสัตว์ที่ป่วย    หากจำเป็นต้องสวมถุงมือ
                         5.  ผู้เลี้ยงสัตว์ต้องจัดการโรงเรือน   คอกสัตว์    ทำความสะอาด    จัดให้มีอากาศถ่ายเทที่ดี

เพื่อรักษาชีวิต .... อย่าคิดกินเนื้อดิบนะคะ
                           
ด้วยความปรารถนาดีจาก .... กลุ่มงานสุขศึกษา    โรงพยาบาลลำปาง
          E - mail address  Health.edlph@gmail.com 

วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2554

10 อันดับอาหารอันตรายที่ไม่คาดคิด

อาหารอันตราย
     " อาหาร "!!! ถือเป็นหนึ่งใน " ปัจจัย 4 " ที่มีความสำคัญต่อมนุษย์ ซึ่งตามหลักทั่วไปอาหารที่ รับประทานเข้าสู่ร่างกายต้องคุณภาพดี มีสารอาหารครบถ้วนและเพียงพอตามที่ร่างกายต้องการ ที่สำคัญคือต้องสะอาดและปราศจาก " สารพิษ " เจือปน อันจะก่อให้เกิดภัยอันตรายแก่สุขภาพ
     " สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) พบว่า มี " เมนูโปรด " ของใครหลายคน ถูกจัดเป็น " อาหารอันตราย " อย่างน้อยๆ 10 ชนิด ได้แก่.....

1. แฮมเบอร์เกอร์
     จัดเป็นอาหารประเภทที่มีความเสี่ยงสูง" เพราะเวลาที่สูญเสียไปในระหว่างรอกระบวนการนำ "เนื้อ" มาใช้ปรุงทำให้มี "แบคทีเรีย" เกิดขึ้นได้สูง ทำให้จำเป็นต้องมีการใช้ "สารเคมีสีแดง" มา ช่วยกำจัดเนื้อที่กำลังจะเน่าเสีย ทำให้เนื้อแดงเปลี่ยนเป็นเขียว นอกจากนี้ แฮมเบอร์เกอร์ทั้งหมด จะใส่ " สารปรุงรส " ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ โดย "MSG"เป็นสารเคมีที่ห้องปฏิบัติการ ทดลองใช้ช่วยทำให้สัตว์อ้วนขึ้น และท้ายที่สุดก็ทำให้ผู้บริโภคอ้วนขึ้นด้วย

2. ฮอทด็อก
     เป็นอีก " เมนูอันตราย " เพราะมีกระบวนการผลิตคล้าย แฮมเบอร์เกอร์ และ " ฮอทด็อก " ทั้ง หมดยังใส่ " สารไนไตรท์ " เพื่อช่วยทำให้เนื้อยึดตัวและช่วยเติมไส้กรอกให้เต็ม โดย " สารไนไตรท์ " เป็นสารที่ทำให้เกิด " โรคมะเร็ง " ในกระเพาะอาหาร มะเร็งในเม็ดเลือด เนื้องอกใน สมองและ มะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ " ถุงหลอด " ที่ใช้บรรจุ ฮอทด็อก ก็ทำจาก " คอล ลาเจนสังเคราะห์ " ที่เป็นสารก่อให้เกิด " โรคมะเร็ง " ได้สูง มีไขมันที่เป็นสารประกอบไม่เปิดเผย อยู่ประมาณ 40% เมื่อนำ ไปปิ้งย่าง มันจะทำให้มี " สารพิษร้ายแรง " ที่เรียกว่า " อะคริลิไมด์ " (Acrylimides) ออกมา ซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็น สารก่อมะเร็งและ " ทำลายประสาท "

3. เฟร้นช์ฟราย-มันฝรั่งทอด
     เป็นอาหารที่มี " ความเป็นพิษสูง " โดยการทอด " เฟร้นช์ฟราย " ใช้อุณหภูมิสูงทำให้มี " สาร อะคริลิไมด์ " ออกมา นอกจากนี้ " น้ำมัน " ที่ใช้ในการทอดมันฝรั่งแต่ละครั้งจะเกิดการ " ออกซิไดซ์ " ในมันฝรั่งยังมี " ดรรชนีกลีซิมิค "อยู่สูงมาก.....นั่นหมายถึงมันเปลี่ยนให้กลายเป็น น้ำตาลภายในร่างกายได้เร็วมาก

4.โอริโอ้ คุกกี้
ที่เด่นชัดมากก็คือ ส่วนของน้ำตาลมีอยู่สูงถึง 23 กรัมเลยทีเดียว  ช็อกโกเล็ตนั้นเป็นสารอาหารรายการสุดท้าย นั่นหมายความว่า มีช็อคโกเล็ตประกอบอยู่น้อยมาก น้ำตาลปริมาณสูง ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นและเกิดริ้วรอยได้เร็วยิ่งขึ้น

5. พิซซ่า
     " พิซซ่า " ประกอบด้วยอาหารที่มาจากการ "ตัดแต่งพันธุกรรม" 5 ชนิด คือ 1." เนยแท้ " (cheese) เพียง 10% เท่านั้น ซึ่งไม่ควรเรียกว่าเนยแท้ได้เลย 2."แป้ง" ที่ผ่านการปรุงแต่งให้ขาวที่ ได้ทำการฟอกสี ทำให้วิตามินและเกลือแร่ออกไปแล้ว แต่ได้ทำการเติมเกลือแร่สังเคราะห์ตาม จำนวนโม เลกุลที่เคยมีอยู่เข้าไปใหม่ 3."ซอสมะเขือเทศ" ทำด้วยสารคล้ายมะเขือเทศที่สร้าง "ยาฆ่าแมลง" ของมันขึ้นมาได้เองในร่างกายของท่าน 4."แป้งสาลี" ชนิดที่มีการตัดแต่งทาง พันธุกรรม

6. น้ำอัดลม
     สารตัวสำคัญที่มีอยู่ใน " น้ำอัดลม " คือ " กรดกำมะถัน "( Phosphoric acid ) ซึ่งมีความเป็นกรด สูงมากพอที่จะละลายตะปูได้ภายใน 4 วัน กรดที่สะสมอยู่ในร่างกายทำให้ยากที่จะทำให้น้ำหนัก ตัวลดลงได้ และ " น้ำโซดา " ที่เป็นส่วนประกอบอีกตัวของน้ำอัดลมจะเป็นตัวชะล้างแคลเซียม ออกจาก กระดูก จนทำให้เกิด " โรคกระดูกพรุน " นอกจากนี้ใน น้ำอัดลม 1 กระป๋อง จะมี "น้ำตาล ที่ไม่ให้พลังงาน" อยู่ 12 ช้อนชา ใน น้ำอัดลม ที่ช่วยลดน้ำหนักตัว หรือ Diet soda ที่ใช้ " น้ำตาล เทียมสังเคราะห์ "( Artificial sweetener ) เพิ่มความหวาน จะทำให้ร่างกายกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้น เพราะน้ำตาลสังเคราะห์เหล่านี้มีความหวานมากกว่าน้ำตาลธรรมดามาก ขณะที่ "สี" ที่ใช้เติมใน น้ำอัดลม ยังเป็น " สารก่อมะเร็ง " ด้วย


7. ชิ้นไก่ทอด-เนื้อนุ่มไร้กระดูก
     เป็นเมนูที่ทำมาจากชิ้นส่วนของไก่ที่ไม่ใช้แล้ว การรับประทานต่อครั้งโดยทั่วไปจะให้พลัง งาน 340 แคลอรี่ 50% เป็นไขมัน มีแป้งขนมปังผสมอยู่มาก จึงมีคาร์โบไฮเดรตอยู่สูง มีการเติมสาร ปรุงรส "MSG" ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ นอกจากนี้ " นัคเก็ตชิคเก้น " บางอันจะมี " สารอะลูมิเนียม " ซึ่งเป็นอันตรายต่อสมองและเป็นอันตรายต่อการเมตะโบลิสซึมของร่างกายด้วย

8. ไอศกรีม
     มีไขมันอยู่สูงมากเกินกว่า 50% ของไขมันที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีคาร์โบไฮเดรต อยู่มากเกือบ 40% ของคาร์โบไฮเดรตที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีน้ำตาลอยู่มากทำให้มี ความกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้น เป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น เต็มไปด้วยไขมันไฮโดรจีเน็ต และไขมันที่แปรเปลี่ยน(Transfat) ไปจากธรรมชาติและยังช่วยเพิ่มพูน โคเลสเตอรอล ทำให้เส้น เลือดแดงใหญ่อุดตัน ทำให้มี สารอนุมูลอิสระ ในร่างกายเพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุก่อให้เกิด โรคมะเร็ง

9. โดนัท
     โดยเฉลี่ยแล้วจะให้พลังงานประมาณ 300 แคลอรี่ ใน โดนัท 1 ชิ้นมีแป้งคาร์โบไฮเดรตอยู่มาก กว่า 50% ของที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีเกลือโซเดียมอยู่สูงมาก ทำให้ร่างกายขาดน้ำได้ นอกจากนี้โดนัทยังทอดในน้ำมันที่มีอุณหภูมิสูง ซึ่งน้ำมันประเภทนี้จะทำให้มีกลิ่นหืนและมี สาร อนุมูลอิสระ เกิดขึ้น ทำให้เกิดสารพิษและทำให้ร่างกาย เมตะโบลิสซึม ช้าลง เป็นการคุกคามต่อ สุขภาพที่ดี และยังเป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น


10. อาหารขบเคี้ยวยามว่าง
     ในปัจจุบันมีการบริโภค " โปเตโต้ชิพ " กันมาก โดยน้ำมันที่ใช้ในการทอด โปเตโต้ชิพ ในแต่ ละครั้งจะเกิดการออกซิไดซ์ และทอดกันที่อุณหภูมิสูงทำให้มี สารอะคริลิไมด์ ( Acrylimides ) ซึ่งเป็น สารก่อโรคมะเร็ง และ ทำลายประสาท ออกมา นอกจากนี้การรับประทาน โปเตโต้ชิพ 1 ถุงอาจได้รับ สารอะคริลิไมด์สูง มากกว่า 500 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราสูงสุดที่อนุญาตให้มี ในน้ำดื่มทั่วไปได้การรับประทาน โปเตโต้ชิพ 1 ชิ้น อาจได้รับ สารอะคริลิไมด์ เท่ากับอัตราที่มีอยู่ ในน้ำดื่ม 1 แก้ว

สิ่งที่ไม่ควรทำหลังการทานอาหาร

1. อย่าสูบบุหรี่
     จากผลการทดลองของผู้เชี่ยวชาญพบว่าการสูบบุหรี่หลังอาหาร เทียบได้กับการสูบบุหรี่ยามปกติถึง 10 มวน(ทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งมากขึ้น ซึ่งสูบปกติก็มีโอกาสเป็นอยู่แล้ว)
2. อย่ากินผลไม้ทันทีหลังอาหาร
      เพราะมันไปพองในท้องคุณให้กินผลไม้ 1 หรือ 2 ชม. ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้จะดีกว่า

3. อย่าดื่มน้ำชา
      เพราะว่าใบชามีความเป็นกรดสูงทำให้โปรตีนในอาหารที่เรากินกระด้างขึ้นทำให้ย่อยยาก

4. อย่าขยายเข็มขัดหลังกินอิ่ม เพราะเป็นเหตุให้ลำไส้ไม่ปกติ

5. อย่าอาบน้ำหลังกินข้าว
                   เพราะการอาบน้ำ จะทำให้โลหิตไหลเวียนไปที่มือ และเท้าทั่วร่างกายเป็นเหตุให้ปริมาณโลหิตไหลเวียนบริเวณท้องก็เพิ่มขึ้นซึ่งส่งผลให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ไม่เต็มที่
6. อย่าเดินหลังอาหาร
                  แม้คุณจะเคยได้ยินว่ากินข้าวแล้วให้เดินสัก 100 ก้าวจะทำให้อายุยืนถึง 99 ปี การเดินทันทีทำให้การย่อยเพื่อดูดซึมสารอาหารทำได้ไม่ดีควรรออย่างน้อยสักชั่วโมงค่อยเดินถ้าต้องการ
                                         
7. อย่านอนทันที
     อาหารที่รับประทานเข้าไปไม่สามารถย่อยได้เต็มที่อาจทำให้เกิดลมหรือแก๊สในทางเดินอาหาร


อ่านแล้วปฏิบัติตามด้วยน่ะจ๊ะ  อิๆๆๆๆ
                                          

อันตรายจากการทานอาหารรสเผ็ด


อาหารรสเผ็ด

      อาหารรสเผ็ดร้อนมักจะอยู่ในผักและสมุนไพรกลุ่มเครื่องเทศ เช่น กานพลู ยี่หร่า กระเทียม หัวหอม และที่ขาดไม่ได้คือ พริก ความเผ็ดของรสชาติอาหารช่วยให้การทำงานของปอดและลำไส้ใหญ่ให้เป็นไปตามปกติ ความเผ็ดร้อนช่วยให้เรารับประทานอาหารได้มากกว่าปกติ และกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดในร่างกายไปในตัว นอกจากนั้นอาหารรสเผ็ดยังช่วยขับเหงื่อ ขับลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ แก้อาการจุก เสียด แน่น เฟ้อ ช่วยในการขับเสมหะ ทำให้จมูกโล่งเวลาเป็นหวัด ช่วยลดความดันและไขมันในโลหิต    อาหารรสเผ็ดหากบริโภคมากเกินไปก็อาจทำให้เกิดโรคร้ายที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้อาหารรสเผ็ดทำให้เกิดโรคต่อไปนี้คือ
  - กรดในกระเพาะอาหาร การกินอาหารเผ็ดทำให้เกิดกรดในกระเพราะอาหาร คนกินเผ็ดจึงมักมีอาการท้องขึ้นและอึดอัด รู้สึกแสบและคันรูทวารหนัก และมีอาการอ่อนเพลียอยู่เสมอ
 -  สิว คนที่เป็นสิวหรือมีอาการอักเสบของต่อมไขมัน ไม่ควรรับประทานอาหารรสเผ็ดโดยเด็ดขาด เพราะความเผ็ดจะทำให้ต่อมไขมันทั่วร่างกายทำงานหนักกว่าปกติ จึงทำให้เกิดสิวได้ง่าย อาจทำให้อ้วน อาหารรสเผ็ด ทำให้เรามีความอยากกินอาหารมากขึ้น ยิ่งกินเยอะก็จะยิ่งทำให้เป็นโรคอ้วนตามมา
 -  โรคไต นอกจากพริกแล้ว อาหารรสเผ็ดจำพวกเครื่องแกงมักมีส่วนผสมของเกลือ กะปิ ผงชูรสซึ่งมีโซเดียมอยู่ในปริมาณมาก   การกินอาหารที่มีส่วนผสมของเครื่องแกงเสี่ยงต่อการเป็นโรคไต ความดันโลหิตสูง
  -โรคหัวใจ อาหารที่มีรสเผ็ดมีฤทธิ์การกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ทำให้หัวใจทำงานหนัก คนชอบกินอาหารรสเผ็ดจึงเป็นการเพิ่มความเสียงต่อโรคหัวใจ

vidio เพลงอาหารปลอดภัย

vidio สารปนเปื้อนในอาหาร

สารปนเปื้อนในอาหาร
          สารปนเปื้อนในอาหาร  เป็นสารพิษที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติและจากการกระทำของมนุษย์  ซึ่งมีผลทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายจนถึงเสียชีวิตได้  สารปนเปื้อนในอาหารแบ่งตามลักษณะการเกิดได้ 2 ประเภทคือ
       a_frog.gif1.  สารพิษที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ  แบ่งออกตามชนิดของสารพิษได้ดังนี้
       
  1.1  สารพิษจากเชื้อจุลินทรีย์       เช่น        สารอะฟลาทอกซิน  (aflagoxin)           ซึ่งเป็นสารสร้างจากเชื้อราพวกแอสเพอร์จิลลัส  (aspergillus spp)  รานี้เจริญได้ดีในถั่วลิสงและเมล้ดพืชที่ชื้น  ซึ่งความร้อนสูงไม่สามารถ
ทำลายสารอะฟลาทอกซินได้ส่วนใหญ่สารนี้จะตกค้างที่ตับทำให้เกิดเป็นมะเร็งตับ

  1.2  สารพิษจากเห็ดบางชิด  ทำให้เมา  มีอาการคลื่นไส้  และอาเจียน
  1.3   สารพิษในพืชผัก                                                                         
  a_monky_orange.gif 2.  สารพิษที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์  ส่วนให่เป็นผลมาจากความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เรานำมาใช้ใน
ชีวิตประจำวัน  มีดังนี้

 2.1  สารตกค้างจากการเกษตร  เช่น  ดีดีที  ปุ๋ย  ยาปราบศัตรูพืช  ซึ่งอาจสะสมในอาหาร  เมื่อรับประทาน
เข้าไปจะเกิดอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต

2.2  สิ่งเจือปนในอาหาร  แบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ
                1.  สารกันอาหารเสีย  เป็นสารที่ช่วยให้อาหารคงสภาพ  รส  กลิ่น  เหมือนเมื่อแรกผลิตและเก็บไว้
ได้นาน  เช่น  สารกันบูด  สารกันหืด  เป็นต้น

                 2.สารแต่งกลิ่นหรือรส  เป็นสารที่ช่วยให้อาหารมีรสและกลิ่นถูกใจผู้บริโภค  หรือใช้แต่งกลิ่นรส
ผู้บริโภคเข้าใจคิดผิดว่าเป็นของแท้ หรือมีส่วนผสมอยู่มากหรือน้อยทั้งที่เป็นของเทียน สารเหล่านี้ได้แก่   
   - เครื่องเทศ
                - สารกลิ่นผลไม้
               - สารรสหวานประเภทน้ำตาลเทียม ซึ่งเป็นสารที่ให้ความหวานแต่ไม่ใช่น้ำตาล
               - ผงชูรสเป็นสารประกอบที่เรียกว่ามอนอโซเดียมกลูเมต  ถ้าเป็นผงชูรสปลอมจะใส่สารโซเดียม
เมตาฟอสเฟตและบอแรกซ์  ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตมาก  
               3. สีผสมอาหาร  เป็นสีที่ใส่เพื่อจะช่วยแต่งเติมให้อาหารน่ารับประทานยิ่งขึ้น  มีทั้งสีจากธรรมชาติซึ่ง
เป็นสีที่ได้จากพืชและสัตว์ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต    เช่    สีดำจากถ่าน      สีแดงจากครั่ง       เป็นต้น
และ สีสังเคราะหส่วนมากจะเป็นสารพิษที่ร้ายแรงต่อร่างกาย มักมีตะกั่วและโครเมียมอยู่ เช่น สีย้อมผ้า

i_butterfly_syellow.gifi_butterfly_spink.gifสารพิษปนเปื้อนในอาหารที่ควรทราบมีดังนี้
                1.ดินประสิว (โพแทกเซียมไนเตรต)มีสูตรเคมีKMO3 นิยมใส่ในอาหารประเภทเนื้อหมู  เนื้อปลา
เนื้อวัว    ทำเนื้อเปื่อย  สีสวย  รสดี  และเก็บไว้ได้นาน  ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดสารไนโตรซามีน(nitrosamine)ซึ่งเป็นสารก่อให้เกิดมะเร็ง

                2.ปรอท  พิษของสารปรอทที่ไปสะสมในสมอง  ทำให้ประสาทหลอน  ความจำเสื่อม  เป็นอัมพาต
เด็กในครรภ์ประสาทจะถูกทำลาย  นิ้วมือหงิกงอ  ปัญญาอ่อน  และอาจตายได้  อาการเช่นนี้เรียกว่า
โรคมินามาตะ

                3.ตะกั่ว  พิษตะกั่วเกิดจากสีและไอเสียรถยนต์  จะทำลายเซลล์สมอง  ทำลายเม็ดเลือดแดง  ปวดศีรษะ
และอาจตายได้

                4.โครเมียม  สารประกอบของโครเมียมใช้ทำสีย้อม  พิษของโคเมียมเป็นอันตรายต่อผิวหนังและปอด
                5.แคดเมียม  มีพิษต่อปอดและไต  ทำให้เกิดโรคอิไต-อิไต
                6.สารหนุ  ทำให้เกิดโรคไข้ดำ  มีอาการเจียน  ปวดท้องรุนแรง  เป็นตะคริว
                7.สารกันบูด  สารที่นิยมใช้เป็นสารกันบูด  ได้แก่  กรดซาลิวาลิก  กรอดบอริก  และดวเดียมเบนโซเอต
                8.น้ำประสานทองหรือบอแร็กซ์  มีชื่อทางเคมีว่า  “โซเดียมบอเรต (sodium borate)”  ชาวบ้าน  เรียกว่า  “ผงกรอบ”  หรือคนจีนเรียกว่า  “เพ่งแช”  ใช้ใส่ลูกชิ้น  แป้งกรอบ  ทำให้ไตอักเสบได้
                9.ผงเนื้อนุ่ม  คือบอแรกซ์ผสมโซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต  สารนี้ซึมเข้าสู่ผิวหนังได้  ทำให้เกิดอาการคล้ายเยื่อหุ้มสมองอักเสบ  มีพิษต่อไตและเซลล์ต่างๆของร่างกาย
                10.น้ำตาลเทียม  คือสารให้ความหวานแต่ไม่ใช่น้ำตาล  เช่น
                       -       ซอร์บิทอล  หวานกว่าน้ำตาลทราย 2 ใน 3 เท่า
                       -       ไซคลาเมต  หวานกว่าน้ำตาลทราย 30 เท่า
                       -       แอสพาร์เทม  หวานกว่าน้ำตาลทราย 180 เท่า  ใช้แทนน้ำตาลในเครื่องดื่ม  ลูกกวาด  หมากฝรั่ง
                       -       ขัณฑสกรหรือแช็กคาริน  หวานกว่าน้ำตาลทราย 550 เท่า  เป็นน้ำตาลเทียม  ถ้ารับประทานมากจะเกิดอาการคลื่นไส้  อาเจียน  ท้องเดิน  ชัก  ใช้แทนน้ำตาลทรายสำหรับผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานและผู้ที่อ้วนมาก
 f_octopus_blue.gifอาหารบางชนิดเป็นพิษต่อผู้บริโภค  ซึ่งอาการที่เกิดจากสารพิษแต่ละชนิดจำแนกได้ 2 ลักษณะ  คือ
1.  อาการเป็นพิษแบบเฉียบพลัน  คือการเกิดอาการเป็นพิษภายหลังจากรับประทานอาหารนั้นๆเข้าไปไม่
นานนักภายในเวลา 2-6 ชั่วโมง  ลักษณะอาการที่พบ  คือ  ท้องเสียรุนแรง  คลื่นไส้  หายใจไม่ออก  เป็นอัมพาตในเวลารวดเร็ว  อาจถึงตายได้

2.  อาการเป็นพิษแบบเรื้อรัง  คือการเกิดอาการเป็นพิษเนื่องจากรับประทานอาหารที่มีสิ่งเป็นพิษปะปนอยู่ใน ปริมาณน้อยและมีการสะสมอย่างต่อเนื่องมากขึ้นทุกวันจนมีปริมาณสารพิษในร่าง กายมากขึ้น  อาการจึงจะแสดงออกมาตามลักษณะอาการของพิษและชนิดของสาร
f_inkfish.gifแนวทางการปฏิบัติตนให้ปลอดภัยจากสารปนเปื้อนในอาหาร  มีดังนี้
1.  เลือกซื้ออาหารที่มั่นใจว่าไม่มีสารพิษเจือปน
2.  แช่ผักและผลไม้ในสารละลายน้ำส้มสายชูหรือสารละลายด่างทับทิมก่อนนำมารับประทานทุกครั้ง
3.  เลือกรับประทานอาหารที่ใช้สีปรุงแต่งจากธรรมชาติ
4.  เลือกซื้อสินค้าที่ได้รับอนุญาตจากองค์การอาหารและยา  กระทรวงสาธารณสุข  เพื่อ       รับรองความปลอดภัยของอาหารนั้นๆ

vidio เพลงเราจะกินอะไรดี